คอลัมน์ : ตีท้ายข่าว โดย.. นาร์ซิสซัส

ดาวรุ่งอังกฤษเจ๋งจริง แต่ส่อไร้อนาคต

17/07/2017 15:02:36 น.


     ช่วงหลังทีมชาติชุดเยาวชนของอังกฤษ ทำผลงานกันได้ดีทุกระดับ แต่น่าเสียดายที่ความสำเร็จในวันนี้ อาจหายไปกับกาลเวลา แล้วทุกคนก็ต้องก้มหน้าเผชิญชะตากรรมของตัวเองต่อไป

 

            เฉพาะแค่ปี 2017 ทีมชาติอังกฤษ ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เข้ารอบรองชนะเลิศศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่โปแลนด์ ขณะชุดอายุไม่เกิน 20 ปีคว้าแชมป์โลกที่เกาหลีใต้ ส่วนชุดอายุไม่เกิน 19 ปี คว้าแชมป์ยุโรปที่จอร์เจีย ชุดอายุไม่เกิน 18 ปี ครองแชมป์ตูลง ทัวร์นาเมนต์ ที่ฝรั่งเศส และชุดอายุไม่เกิน 17 ปีได้รองแชมป์ยุโรปที่โครเอเชีย ทั้งหมดนี้อาจเป็นผลจากการตั้งศูนย์ฝึกเยาวชน เซนต์จอร์จส์ พาร์ค ขึ้นมาเมื่อ 5 ปีก่อน ช่วงหลัง "สิงโตคำราม" จึงมีดาวรุ่งชั้นดีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างงดงาม

 

วันนี้เป็นถึงแชมป์ยุโรป แต่วันหน้าจะได้เตะพรีเมียร์ลีกหรือเปล่า ยังต้องรอลุ้นต่อไป


            อังกฤษ เลียนแบบ ฝรั่งเศส ซึ่งมีศูนย์ฝึกเยาวชน แกลร์กฟงแตน ตั้งแต่ปี 1988 และปั้นดาวรุ่งชั้นเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้ง นิโกล่าส์ อเนลก้า, วิลเลี่ยม กัลลาส, หลุยส์ ซาฮา, เธียร์รี่ อองรี, อาบู ดิยาบี้, ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา, แบลส มาตุยดี้, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ล่าสุดคือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ โดย สหพันธ์ฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เริ่มเข้าใจแล้วว่าการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง ต้องใช้เวลา ไม่ใช่แค่ตั้งกุนซือฝีมือดีๆขึ้นมาสักคน แล้วก็ฝันว่าจะเข้ารอบสุดท้ายรายการใหญ่ ตราบใดที่นักเตะยังมีคุณภาพจำกัด โค้ชไม่มีตัวเลือกมากพอ และองค์กรที่ดูแล ไม่มีการวางระบบอย่างชัดเจน


            ความจริงหลายปีที่ผ่านมา ดาวรุ่งจากเมืองผู้ดีสามารถสร้างผลงานอันโดดเด่นในวงการลูกหนังอยู่เป็นระยะๆ แต่ไม่ค่อยต่อเนื่อง และที่สำคัญคือพอพวกเขาเติบโตมา ก็มักหมดอนาคต เพราะต้นสังกัดไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ลงสนามสักเท่าไหร่ สโมสรใหญ่ๆกว้านซื้อดาราทั่วโลกเพื่อความสำเร็จ แต่มองข้ามเด็กท้องถิ่น ทีมขนาดกลางก็ต้องการแข้งจากนานาชาติที่มาช่วยทำอันดับในลีก หรือปั้นเพื่อปล่อยขายภายหลัง ขณะทีมรองบ่อนพยายามหาของดีๆจากทุกแหล่ง เพื่อความอยู่รอด เพราะเมื่ออยู่พรีเมียร์ลีก จะมีรายได้ก้อนโตซึ่งเอาไปช็อปปิ้งกันแบบไม่อั้น

 

สุดท้าย สกอตต์ โลช ที่ได้รองแชมป์ยุโรปปี 2009 กับทีมชาติ ก็ไม่ได้ลงเตะพรีเมียร์ลีกเลยสักนัด


            ยุคหนึ่งเด็กแมนเชสเตอร์ อย่าง แกรี่-ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์, นิคกี้ บัตต์, ริชาร์ด เอ็ดจ์ฮิลล์, นิคกี้ ซัมเมอร์บี กับ พอล เลค อยู่กับสโมสรบ้านเกิดตั้งแต่เด็ก จนแจ้งเกิดในวงการ บางรายขึ้นถึงทีมชาติ เด็กลิเวอร์พูล ลอนดอน หรือเมืองอื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกันเยอะแยะ กลายเป็นความภาคภูมิใจของท้องถิ่น รวมถึงแฟนบอลที่อาจเติบโตมาพร้อมพวกนั้น รู้จักกันเป็นส่วนตัว หรืออย่างน้อยก็พูดภาษาเดียวกัน บางทีอาจย้ายไปแจ้งเกิดที่เมืองอื่นบ้าง ก็ยังดีที่มีโอกาสให้เสมอ สมัยนั้นตัวเลือกของทีมชาติอังกฤษ จึงมีมากมายในทุกตำแหน่ง


            แต่กาลเวลาเปลี่ยนไป ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างแต่ละอันดับ ส่งผลถึงรายได้อันมหาศาล ทำให้ต้องคิดหนักว่าจะส่งใครลงสนาม ไม่นับว่าการมีเอเยนต์ ทำให้นักเตะต่างชาติย้ายกันง่ายขึ้น โดยทีมนั้นๆไม่จำเป็นต้องส่งคนไปดูฟอร์มก่อนด้วยซ้ำ ถึงเป็นคนต่างด้าวที่ฝีเท้าอาจไม่ได้ดีกว่าเด็กท้องถิ่น บางทีกลับได้โอกาส เพราะพูดภาษาเดียวกับกุนซือ หรือคุ้นเคยกันมาก่อน บางครั้งนักเตะก็คือเครื่องมือในการเปิดตลาดในภูมิภาคอื่น บ้างย้ายมา เพราะผู้บริหารอยากสร้างชื่อว่าสามารถทุ่มซื้อแข้งแพงๆได้


            ยุคหลังๆ ทีมชาติอังกฤษ จึงเริ่มมีปัญหา บางทีต้องใช้นักเตะสำรองของบางสโมสร เป็นตัวจริง หรือแทนที่จะได้ผู้เล่นจากต้นสังกัดใหญ่ๆ กลับต้องใช้แข้งของค่ายระดับล่างๆของลีก เพราะมีโอกาสลงสนามต่อเนื่องมากกว่า แต่คุณภาพก็ด้อยลงตามไปด้วย เพราะต่อให้เด็ก สโต๊ค ซิตี้, เบิร์นลี่ย์ หรือ ฮัลล์ ซิตี้ เก่งเหมือน ลิโอเนล เมสซี่ โอกาสพัฒนาฝีเท้าก็น้อยกว่าพวกที่อยู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล หรือ อาร์เซน่อล เพราะสโมสรเหล่านี้มีทั้งสตาฟฟ์โค้ชที่ดี เพื่อนร่วมทีมที่เก่ง ซึ่งลงฝึกซ้อมกันทุกสัปดาห์ เอาแค่ได้เห็น ก็เป็นกำลังใจที่ดีแล้ว

 

คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ได้เตะลีก เอิง ตั้งแต่อายุ 16 ปี ถ้าอยู่ในอังกฤษ ป่านนี้จะอยู่ลีกไหนก็ไม่รู้


            นักเตะดาวรุ่งดีๆ พอได้เกิดกับทีมชาติ บางทีเลยต้องกระเด็นไปอยู่ลีกรองๆ หรือประเทศอื่นที่ต้นสังกัดมีเครือข่าย ยิ่งย้ายบ่อย พัฒนาการยิ่งหาย ให้สังเกตว่าสโมสรใหญ่ในประเทศอื่น ทั้ง บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค หรือ โอลิมปิก ลียง บางทีอาจไม่ใช้เด็กเมืองตัวเอง แต่ยังเป็นชาติเดียวกัน และให้ลงสนามต่อเนื่อง ตั้งแต่อายุน้อยๆ ไม่กี่นาทีก็ดีกว่าได้เล่นเฉพาะฟุตบอลถ้วย หรือนานๆทีจะถูกปล่อยลงสักครั้ง ดาวิด อลาบ้า, อเล็กซงดร์ ลากาแซตต์ แม้กระทั่ง เอ็มบั๊ปเป้, จานลุยจิ ดอนนารุมม่า หรือ ยูเลี่ยน ไวเกิ้ล ถ้าอยู่อังกฤษ สงสัยได้เตะแชมเปี้ยนชิพ ไม่ก็อยู่ บอร์นมัธ


            เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นซ้ำซาก เพราะปี 2007 "สิงโตคำราม" ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เข้ารอบตัดเชือกศึกชิงแชมป์ยุโรป แต่แพ้ ฮอลแลนด์ ตอนดวลจุดโทษ 12-13 แต่ทัพชุดนั้นมีโอกาสขึ้นสู่ชุดใหญ่ไม่กี่ราย น้อยคนที่สามารถติดทีมชาติยาวนาน ดีสุดคือ โจ ฮาร์ท (71 นัด) รองมาเป็น เจมส์ มิลเนอร์ (61 นัด) กับ แกรี่ เคฮิลล์ (55 นัด) ซึ่ง ฮาร์ท กับ เคฮิลล์ ไม่ใช่แกนหลักในชุดนั้น ตัวจริงอย่าง เลรอย ลิต้า, ไนเจล รีโอ-โคเกอร์, เนดุม โอนูโอฮา แอนทอน เฟอร์ดินานด์ รวมถึง สตีเว่น เทย์เลอร์ ไม่เคยเล่นชุดใหญ่ จัสติน ฮอยต์ ภายหลังเตะให้ ตรินิแดดและโตเบโก

 

จัสติน ฮอยต์ สร้างชื่อกับทีมชาติอังกฤษหลายระดับอายุ แต่สุดท้ายไปเล่นให้ ตรินิแดดและโตเบโก


            ปี 2009 อังกฤษ ได้เข้าชิงฯศึกชิงแชมป์ยุโรป (ก่อนถูก เยอรมัน ถล่ม 4-0) แต่ผู้เล่นกลับมีโอกาสติดทัพชุดใหญ่น้อยกว่าชุดปี 2007 มาร์ค โนเบิ้ล, ลี คัตเดอร์โมล, มาร์ติน เครนนี่, สกอตต์ โลช และ ไมเคิ่ล มานเชียนน์ อนาคตในทีมชาติหยุดอยู่ตรงนั้น น่าเศร้าคือ 8 ปีต่อมาหลายคนไม่ได้เตะลีกสูงสุด ฟาบริซ มูออมบ้า แขวนสตั๊ดไปแล้ว อดัม จอห์นสัน เจอคดีอาญา มีแค่ ธีโอ วัลค็อตต์ กับ มิลเนอร์ ที่ยังพอมีลุ้นติดทีมชาติจนถึงปัจจุบัน ส่วนฝั่ง เยอรมัน ต่อมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ถึง 6 ราย บางคนหายไปกับกาลเวลา แต่จำนวนไม่มากเท่า อังกฤษ


            ทีม "สิงโตคำราม" ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี เคยเข้าชิงแชมป์ยุโรปในปี 2009 แต่มีแค่ 5 รายเท่านั้นที่ได้เตะกับชุดใหญ่ คือ ไคล์ วอล์คเกอร์, แดนนี่ เวลเบ็ค, แอนดรอส ทาวน์เซนด์, แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ และล่าสุด คีแรน ทริปปิเออร์ ขณะ แม็ทธิว บริ๊กก์ส ไปเลือกเล่นให้ทีมชาติ กายอาน่า แถมปัจจุบันหลายคนไม่มีโอกาสค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ส่วนชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ที่เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปปีนี้ ไม่ต้องแปลกใจที่หลายคนแทบไม่รู้จักว่าคือใคร ทั้งๆบางคนก็สังกัดสโมสรที่ตัวเองเชียร์อยู่แท้ๆ บางรายไม่เคยเตะลีกสูงสุดของประเทศสักเกม แต่กลับพาทีมชาติคว้าแชมป์

 

ใครรู้บ้างว่าแชมป์โลกอย่าง เฟร็ดดี้ วู้ดแมน อยู่กับสโมสรไหน แล้วจะมีโอกาสเตะพรีเมียร์ลีกบ้างไหม


            ปี 2017 ทีมชุดยู 21 ของ อังกฤษ เข้ารอบตัดเชือกศึกชิงแชมป์ยุโรปได้อีก สมาชิกหลายรายอยู่ลีกสูงสุด แต่อนาคตไม่ค่อยแน่นอน ฤดูกาลก่อน เบน ชิลเวลล์ มีโอกาสเตะพรีเมียร์ลีก 12 นัด คาลั่ม แชมเบอร์ส ตกชั้นกับ มิดเดิ้ลส์โบรห์ ก่อนหมดสัญญายืมตัวกลับไปอยู่ อาร์เซน่อล ขณะ ลูอิส เบเกอร์ ก็กลับมาสังกัด เชลซี อีกครั้ง หลังไปอยู่ วิเทสส์ อาร์เน่ม 2 ฤดูกาล และคงยากจะเป็นตัวจริงในสแตมฟอร์ด บริดจ์ แทมมี่ อับราฮัม กำลังจะมีโอกาสเตะพรีเมียร์ลีกเต็มตัวครั้งแรก เมื่อ สวอนซี ซิตี้ ยืมไปจาก เชลซี สโมสรที่เคยส่งเขาเตะลีกสูงสุดแค่ 53 นาที

 

มีแนวโน้มว่าฤดูกาลหน้า เบน เบรเรตัน อาจได้อยู่กับ น็ํอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ต่อไป


            หลังคว้าแชมป์โลกชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ไม่รู้ว่า เฟร็ดดี้ วู้ดแมน ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของการแข่งขัน จะได้เตะพรีเมียร์ลีกกับเขาหรือเปล่า ฟิคาโย่ โทโมรี่ กับ จอนโจ เคนนี่ ยังได้เล่นไปแล้ว 30 และ 73 นาที ตามลำดับ ส่วน เบน เบรเรตัน รวมถึง ไรอัน เซสเซยง ดาวซัลโวสูงสุดของชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ที่ได้แชมป์ยุโรป ก็ยังไม่เห็นมีข่าวกับสโมสรพรีเมียร์ลีก อาจเพราะพวกนั้นกำลังสนใจนักเตะ แอร์เบ ไลป์ซิก หรือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อย่างว่าลีกที่มีเงินหนา จะซื้อใครในโลกก็ได้อยู่แล้ว ...ถ้าพวกเขายอมมานะ...อิอิ

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : นาร์ซิสซัส

จำนวนเรื่อง : 1,520
All post : 1,464
All view : 2,949,427
คอลัมน์ ตีท้ายข่าว

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263